วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

บทเรียนที่ 1
พบเจอ

วันนี้ท้องฟ้ามืดครึ้มดังเช่นหลายวันที่ผ่านมา เมฆดำใหญ่หลายก้อนลอยต่ำ ลมพัดกระหน่ำหลายสิ่งปลิวไปตามแรงลม สภาพแบบนี้พายุฝนคงจะตกหนักอย่างเช่นเคย ทั้ง ๆ ที่นี่เป็นหน้าร้อน สภาพอากาศตอนนี้ มันแทบจะแปรปรวนไปหมด เวลาร้อน ร้อนแทบขาดใจ เวลาหนาวก็หนาวแทบขาดใจไม่ต่างกัน “เค้า” บอกกันว่า (ซึ่ง "เค้า" นี่ ผมไม่รู้ว่าเป็นปรมจารย์ หรือ เป็นนักวิทยาศาสตร์ จากสำนักไหน แต่ผมเห็น "เค้า" จะรู้ดีไปเสียทุกเรื่อง)
เหตุที่อากาศเป็นแบบนี้ มันเป็นเพราะโลกของเรามันร้อนขึ้นทุกวัน มันก็อาจจะจริงตาม "เค้า" ว่าไว้ล่ะนะ แต่ผมไม่ค่อยอยากจะเชื่อ หรืออยากจะคิดตาม ที่ ท่าน นักปราญช์ " เค้า " กล่าวไว้นักหรอก จริง ๆ แล้วเราอาจจะถูกหลอกกันอยู่ก็ได้ บางทีการที่โลกมันร้อน อาจจะเป็นเรื่องที่มันต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะโลกหมุน และเคลื่อนที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้นทุกปี ๆ ดังนั้นเมืองมหาอำนาจจึงใช้ช่องว่างตรงนี้ ออกมาบอกกับชาวเมืองอื่น ๆ ว่า สิ่งที่พวกท่านกำลังทำกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการทำ อุตสาหกรรม น้ำมัน การทดลองอาวุธ ฯลฯมันทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เมืองมหาอำนาจกำลังกลัว กลัวเมืองที่กำลังจะพัฒนาอะไรหลาย ๆ อย่างจนตามตนเองทันก็เป็นได้ จึงต้องให้ทางออกของเรื่องนี้ เป็นการขอความร่วมมือกันลดโลกร้อน งดการผลิต หรือ ลดการผลิตลง (ทั้ง ๆ ที่ตัวเองยังผลิต ทดลองอะไรอยู่ก็ไม่รู้)
แต่โลกมันจะร้อน มันจะแตกยังไง ก็คงไม่เกี่ยวกับผมสักเท่าไรหรอก เพราะมันออกจะห่างไกลตัวผมไปหน่อย จะมีก็แต่ไอ้พายุฝนที่ตกกระหน่ำอยู่ตอนนี้น่ะซิ มันเกี่ยวกับผมโดยตรงเลยล่ะ เล่นตกไม่เกรงใจใครแบบนี้ ผมจะย้ายก้นตัวเองออกไปทำงานพิเศษได้ยังไงล่ะเนี่ย ยิ่งดูยิ่งตกหนัก ฟ้าก็คำรามร้องลั่น บางครั้งก็ผ่าเปรี้ยงลงมาให้ตกใจกันเล่น ถึงผมจะไม่ใช่คนขวัญอ่อน แต่มันก็พอจะทำให้สะดุ้งได้เช่นกัน


" เปรี้ยง!!!!!!!!"

........พูดไม่ทันขาดคำมันก็เล่นผ่าซะหูชา ผ่าแบบนี้ไม่ผ่าลงหัวมาเลยเล่า ?! ท่าทางฟ้าจะผ่าลงหม้อแปลงแถวนี้ด้วยรึเปล่าเนี่ย ก็ไฟมันเล่นดับไปซะด้วยแบบนี้ ออกไปทำงานก็ไม่ได้ มืดก็มืด อะไรมันจะน่าเบื่อปานฉะนี้เนี่ย !!

" ตูม!!!!!?? "


"เฮ้ย !!! เสียงอะไรฟะ? ฟ้าผ่าถังแก๊ส รึไงฟะเนี่ย ถึงเสียงดังยังกะระเบิดแบบนี้ "
ผมสบถกับตัวเองด้วยความตกใจ พร้อมกับยื่นหน้าไปแนบ กระจกหน้าต่างเพื่อหาต้นตอของเสียงผมกวาดตาไปรอบ ๆ ชั้นที่ตัวเองอยู่ ก่อนที่จะเหลือบมองด้านล่างที่พื้นถนน พลันไปเห็นคนนอนอยู่ที่พื้นถนน


และที่สำคัญมีควันถ่วมตัวเต็มไปหมด!!!


"อืม.......โชคดีแฮะ ฟ้าไม่ได้ผ่าถังแก๊ส แต่ผ่าคน เฮ้อ.........โล่งอกไปที"


" เฮ้ย!!จะบ้าเหรอ ?!!! ฟ้าผ่าคนรึวะ? ไอ้บ้าเอ๋ย!!!!! ตายรึเปล่าวะนั่น!?"


ขาไปไวกว่าใจคิด ผมรีบลงมาดูด้วยความเป็นห่วงใยโดยไม่ได้คิดถึงวิธีช่วยเลยซักกะนิดเดียว (พูดไปอย่างนั้นแหละ จริง ๆ ผมอยากรีบมามุงดูเฉย ๆ )
ช่วงอึดใจเดียวผมลงจากชั้น 4 มาถึงชั้น 1 ด้วยเวลาสถิตโลก เพื่อรีบมามุง เอ๊ย..!! มาช่วยคนที่ถูกฟ้าผ่า แต่สิ่งที่พบเห็นเมื่อผมเปิดประตูที่พักออกมา มันกลับ


ว่างเปล่า !?


ไม่มีคนถูกฟ้าผ่า ไม่มีควัน ไม่มีแม้ร่องรอยคนเปิดประตูเปิดหน้าต่างออกมาดู ไม่มีคนมุง....ไม่มีอะไรเลย !? หรือจริง ๆ ผมตาฝาดไปเอง ? ก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะตอนนั้นมันมืด แสงจากพระจันทร์มาตกกระทบพายุฝนที่ตกกระหน่ำอยู่ พอดวงตาของเราเห็นลาง ๆ เลยอาจทำให้เกิดภาพหลอนได้ อา.....นั่นซินะ มันจะไปมีคนถูกฟ้าผ่าตรงนั้นได้เสียเมื่อไหร่ล่ะ

หลอกตัวเองได้สำเร็จผมก็ต้องรีบกลับเข้าในตึกก่อนที่เนื้อตัวผมจะเปียกไปมากกว่านี้ แต่แทนที่ผมหันหลังกลับมาจะเห็นประตูตึก อย่างที่มันควรจะเป็นแต่ผมกลับเห็น ผู้หญิงสวมชุดคลุมมีฮู้ดสีดำสนิทยาวทั้งตัวแทน และที่สำคัญ เธอมีควันออกมาจากร่างกายเต็มตัว พร้อมกับรอยเลือดเต็มใบหน้าไปหมด


" พาฉัน..............อย่า..บอก.......ใคร........ร.ร.."


สิ้นประโยคเธอก็ฟุบลงที่ตัวผมทันที ถึงจะช็อคกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่มือผมก็คว้าเธอไว้ไม่ให้ล่วงลงไปกระแทกพื้นไว้แล้วอย่างทันท่วงที


ว่าแต่..........................นี่มันเกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย เขย่าขวัญวันศุกร์รึไง?

………………………………………….



ให้ตายสิ นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย ? ผมช่วยคนแปลกหน้า ที่แต่งตัวแปลก ๆที่ปรากฏตัวแบบแปลก ๆ และพูด แบบแปลก ๆ สำคัญกว่านั้นเลย ผมพามาปฐมพยาบาล ที่ห้องตัวเองเนี่ยนะ !? แต่กว่าจะรู้สึกตัว ผมก็เช็ดตัว เช็ดหน้า เช็ดคราบเลือด ทำแผลให้คนแปลกหน้าเสร็จเรียบร้อยไปแล้วล่ะ อืม..ใช่ ! เปลี่ยนชุดด้วยล่ะ เฮ้ย !! ไม่ต้องคิดมาก ผมแค่ถอดเสื้อคลุมตัวนอกเค้าออกเท่านั้น เพราะชุดข้างในของหล่อนไม่ได้เปียกเลย

อืม......จะว่าจะไปแล้ว พอเช็ดคราบเลือด ออกหมดแล้ว เธอคนนี้ก็น่ารักไม่เลวเลยทีเดียวล่ะ ผมยาวถึงกลางหลังสีดำสนิท ด้านหน้าสไลด์ผมนิด ๆ แก้มป่อง ๆปากเล็ก ๆ นั่น ทำให้นึกถึงปลาทองที่ผมเคยเลี้ยงเมื่อสมัยประถม

นั่นมันยังไม่ใช่ประเด็นเท่าไหร่ เพราะผมมีเรื่องสงสัยในตัวเธอมากมายเต็มไปหมด ทั้งเธอเป็นใคร? มาจากไหน? ทำไมมีรอยเลือด? ทำไมมีควัน? เธอโดนฟ้าผ่ารึเปล่า ? แล้วถ้าโดนผ่าทำไมถึงไม่ตาย ? ฯลฯ แต่จะถามก็ถามไม่ได้ เพราะนี่ เธอสลบไปเกือบวันนึงเต็ม ๆ แล้วยังไม่มีวี่แวว ว่าจะฟื้นเลยด้วยซ้ำ จะมีก็แต่เสียงกรนบ้าง เป็นระยะให้รู้ว่ายังไม่ตายเท่านั้นแหละ ( ผู้หญิงหน้าตาน่ารัก นอนกรน นี่ก็ตลกดีนะ )

“ ราคาน !!! เจ้าอย่าหนีน๊า............!!!!!”


ผมสะดุ้งเฮือก !! อยู่ดี ๆ เจ้าหล่อนก็ลุกขึ้นมาตะโกนอะไรก็ไม่รู้ ทั้ง ๆ ที่ตาของเธอ ยังปิดอยู่เลย ละเมออะไรของเค้ากันนะ

“ แจ๊บ....แจ๊บ......ฮ้าววววววววววว” ตะโกนเสร็จ ก็นั่งเคี้ยวขี้ฟันตัวเอง ผู้หญิงอะไรฟะ? ผมลุกขึ้นไปยืนข้าง ๆ เตียงที่เธอนอนอยู่ จู่ ๆ เธอก็ลืมตา มาสบตากับผม

“ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด !!! นี่นายเป็นใครเนี่ย ?! แล้วเข้ามาห้องฉันได้ยังไง!! ไอ้บ้ากามมมมมมมมม!!!”
เธอตะโกนลั่นห้องจนผมต้องเอามือปิดหู ผมพยายามจะอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก่อนที่ผมจะได้อธิบายอะไร ผมเห็น เธอกำมือมาจ่อที่ปาก ทำปากขมุบขมิบ เหมือนท่องอะไรสักอย่าง และมีแสงขาว ๆ วนไปมาที่รอบ ๆ มือของเธอ ก่อนที่แสงนั้นจะวิ่งมาทางผม และสติผมก็วูบไป

…………………………………..
…………………………………..

คุณเคยฝันว่าบินได้บ้างมั๊ย ? ผมมักจะฝันอยู่เสมอว่าผมบินได้ เป็นหนึ่งในฝันที่ผมชอบมากที่สุด รองจากการได้ฝันว่าไป เดท กับสาว ๆ สุดสวย ในฝันผมมักจะบินไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั้งที่ที่ไม่คุ้นเคย แปลกตา และที่ที่แปลกตา แต่กลับคุ้นเคยอย่างประหลาด ผมเริ่มฝันว่าผมบินได้ ตั้งแต่ผมจำความได้ผมฝันแบบนี้ เฉลี่ย 4 – 5 ครั้งต่อสัปดาห์

ผมเคยหาหนังสือมาอ่าน “เค้า” (อีกแล้ว) บอกไว้หลายข้อสันนิษฐาน บ้างว่า เป็นเพราะความหมกหมุ่นทางจิตใจ บ้างว่าเป็นความต้องการที่ถูกปิดกั้นไว้ตั้งแต่เด็ก บ้างก็ว่าชาติก่อนเคยเป็นนก

แต่ผมก็ไม่ได้เชื่ออะไรทั้งนั้นหรอกนะ เพราะผมไม่ได้รู้สึกว่าการฝันว่าตัวเองบินได้นั้นมันต้องการ การบำบัดตรงไหน จะติดเสียตรงที่ว่าก่อนที่ผมจะตื่นขึ้นมาในทุก ๆ ครั้ง ผมจะเหลือบไปเห็นร่างกายตัวเองเป็นเหมือนกับ “นก” แล้วก็ต้องสะดุ้งตื่นซะทุกที

ครั้งนี้ก็เช่นกัน!!


“ อะ.....อูย.....มึนไปทั้งหัวเลยแฮะ” ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้น รู้สึกปวดไปทั้งหัว ความรู้สึกยังกับถูกใครเอาไม้หน้าสามทุบมายังไงยังงั้น

“ฟื้นแล้วหรอ ? นายโรคจิต” เอ๊ะ ?! เสียงนี้มัน........?

“เฮ้ย !! นี่เธอ !! เธอจะทำอะไรฉันอีกน่ะ!?” ผมตะโกนลั่นด้วยความตกใจ กลัวเธอจะทำอะไรแปลก ๆ กับผมอีก

“นี่นาย เบา ๆ หน่อยได้มั้ย!! ผู้ชายอะไรยะร้องโวยวายยังกะผู้หญิง” แน่ะ..มาทำคนอื่นเค้าสลบไป แล้วยังมาว่าเราอีกแฮะ

“ละ..แล้วเธอเป็นใครน่ะ ? ตะกี้ก่อนฉันสลบเธอทำอะไร ? แล้วเธอมาจากไหน ?โดนฟ้าผ่ารึเปล่า? ถ้าโดนผ่าแล้วทำไมไม่เป็นอะไร แล้ว..........”

“นี่ นาย !! นายเป็นเจ้าหนูจำไมรึยังไงยะ? ตอนเด็ก ๆ อาจารย์ไม่เคยเปิดโอกาสให้ถามเลยสิท่า โตขึ้นถึงได้มีคำถามมากถามมายขนาดนี้น่ะ” เธอพูดเสียงรำคาญ ๆ พร้อมจิกหางตามองผม ผมอาจจะยังไม่รู้หรอกนะว่าเธอเป็นใคร แต่ยัยนี่ คงปากจัดมาก ๆ เชียวล่ะ

“นายตอบฉันมาก่อน ว่าตอนฉันสลบไปนายทำอะไรกับฉันรึเปล่า? ตอบมา?” เธอถามผมน้ำเสียงดุ ๆ แต่ผมแอบเห็นแก้มเธอแดง ๆ เล็กน้อยไม่รู้ว่าผมตาฝาดไปรึเปล่า แต่คิด ๆ ดูอย่างยัยนี่คงไม่อายอะไรเท่าไหร่หรอกมั้ง

“ถ้าทำอะไร แล้วเธอจะทำไมฉันหรอ?” ผมไม่อยากจะบอกว่าจริง ๆ แล้วผมเองก็นิสัยกวนประสาทไม่ใช่น้อยหรอกนะ หึ หึ

“เอ๊ะ !! นี่นายอยากเจ็บตัวอีกรอบใช่มั้ย !?” ผมสะดุ้ง เฮือก!! เออลืมไป ยัยนี่มีอะไรประหลาด ๆ อยู่นี่หว่า

“ล้อเล่น น่ะ ล้อเล่น แหม....ใครจะไปกล้าทำอะไรละคร้าบบบ นี่ก็แค่ถอดชุดคลุมออก แล้วก็ทำแผลให้นิดหน่อยเท่านั้นเอง เย็นไว้ ๆ” ผมรีบตอบทันทีเพราะแอบเห็นแสงสีขาว ๆ วนอยู่รอบแขนเธอ ก็มันกลัวจะเจ็บตัวแบบไม่รู้สาเหตุอีกรอบนี่ครับ

“งั้นก็แล้วไป” พูดจบแสงสีขาวที่วนอยู่ รอบ ๆ แขนของเธอก็หายไป

“ยังไงก็ขอบใจนายมากนะที่ช่วยฉัน แล้วก็ขอโทษด้วยที่ทำให้นายต้องบาดเจ็บพอดีฉันตกใจไปหน่อย ไม่ทันได้มองว่านี่ไม่ใช่ ที่พักของตัวเอง” เธอพูดพลางเหลือบตาขึ้นมองเพดาน แล้วก็พูดแบบเร็ว ๆ เหมือนกับอายที่ต้องขอโทษคนอื่นอย่างนั้นแหละ ผมว่า เธอคงเป็นพวกหัวแข็ง เอาแต่ใจ ไม่น้อยเลยทีเดียว

“ช่างเถอะ ว่าแต่เธอบอกฉันได้รึยัง ว่าเธอเป็นใคร ? แล้วไอ้ที่วนอยู่รอบ ๆ แขนกับมือเธอน่ะ มันคืออะไร?” ผมทำเสียงจริงจัง เป็นการแสดงให้เธอรู้ว่าผมต้องการที่จะรู้เรื่องนี่จริง ๆ ผมจ้องหน้าเธอนิ่ง เธอก้มลงมองผมที่นอนพิงหัวเตียงอยู่ แล้วนิ่งไปสักครู่เหมือนคิดอะไรบางอย่าง

“นายเชื่อเรื่อง ไสยศาสตร์ รึเปล่า?”

“หา ?! เธอว่าอะไรนะ?”

“ฉันถามว่านายเชื่อเรื่อง ไสยศาสตร์รึเปล่า ?”

จริง ๆ แล้วไม่ใช่ว่าผมได้ยินไม่ชัดหรอกนะ แต่ผมต้องการย้ำให้แน่ใจ ว่าผมหูไม่ฝาดในสิ่งที่ได้ยินเมื่อสักครู่

“ไสยศาสตร์เนี่ยนะ ? ไอ้ที่พวกเล่นของ ยาเสน่ห์ เสกหนังควายเข้าท้อง ควายธนู อะไรนั่นน่ะนะ นี่เธอหมายความว่ายังไงเนี่ย?” คุณรู้มั้ยครับว่าตอนนี้ความสงสัยของผมยิ่งเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ

“ฉันถามนายแค่ว่าเชื่อ หรือไม่เชื่อ” สีหน้าเธอเริ่มจริงจังขึ้น จนผมเริ่มเกร็งนิด ๆ

“ก็.....ก็ไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่น่ะ” ผมตอบเบาๆ

“...สิ่งที่ฉันใช้ทำร้ายนายคือ ไสยศาสตร์ ที่เรียกว่า “ไสยเวทย์” ผมค่อนข้างตะลึงกับเรื่องที่เธอพูด อะไรฟะ? เดี๋ยวก็ไสยศาสตร์ เดี๋ยวก็ “ไสยเวทย์”

“เธอหมายความว่ายังไงน่ะ ฉันไม่เข้าใจที่เธอพูด?”

“นายรู้แค่นั้นก็พอแล้ว มันไม่ใช่เรื่องที่นายควรรู้” พูดจบเธอก็รีบคว้าเสื้อคลุมแล้วก็ออกไปจากห้องของผมทันที ผมพยายามเรียกและจะวิ่งตามเธอ แต่พอผมก้าวขาลงจากเตียงขาผมก็ไม่มีแรง ท่าทางผมจะยังไม่หายมึนจากเหตุการณ์เมื่อสักครู่

นี่สรุปว่าผมไม่ได้คำตอบอะไรเลย แถมยังได้คำถามเพิ่มขึ้นมาอีกใช่มั้ย ?

ไสยศาสตร์ ไสยเวทย์ นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย ?